• การออมเงินเพื่อตัวคุณเอง

    จากบทความทั้งหมดที่ได้กล่าวมาถึงตอนนี้คุณน่าจะมองเห็นถึงแนวทางการออมเงินที่เหมาะสมสำหรับตัวคุณเองได้ไม่มากก็น้อยแล้วใช่ไหมละค่ะ บอกเลยว่าสำหรับการออมเงินนั้นอาจเป็นสิ่งที่ทำได้ยากในช่วงแรก ยากตอนจุดเริ่มต้น อาจมีปัญหาอุปสรรคมากมายเข้ามาขัดขวางการออมเงินของคุณให้ไม่เป็นไปตามที่ตั้งใจไว้แต่คุณต้องอดทนและต้องรู้จักที่จะบริหารจัดการการเงินของคุณให้สามารถผ่านเหตุการณ์เหล่านั้นไปได้ หากวันนี้คุณยังไม่คิดที่จะเริ่มออมเงินแล้วละก็ อนาคตของคุณก็อาจจะกลายเป็นคนชราที่ไร้ซึ่งเงินมาเยียวยาชีวิต มัวแต่รอให้ผู้อื่นมาเลี้ยงดูเราอย่างเดียว รอมือผู้อื่นมาพยุงตัวเองทั้งที่จริงๆ ตัวเองยังคงช่วยเหลือตัวเองได้มันก็ไร้ประโยชน์ เพราะหากอนาคตที่คุณคาดหวังไม่เป็นไปดังที่หวัง เกิดคนที่คุณคิดว่าเขาจะช่วยเหลือคุณยามแก่เฒ่า เขากลับไม่ช่วย ไม่สนใจ ไม่แม้กระทั่งเหลียวมอง คุณก็จะต้องกลายเป็นคนที่ต้องมาลำบากตอนแก่แทนที่จะได้สบายในวัยเกษียณ แทนที่จะได้ใช้ชีวิตแบบมีความสุขกลับต้องมานั่งทุกข์จนถึงวินาทีสุดท้ายของชีวิตหรืออาจต้องไปอยู่ตามบ้านพักคนชราแทน ดังนั้นหากคุณอยากที่จะมีบั้นปลายชีวิตที่สบาย มีความสุขในการดำเนินชีวิตคุณควรเริ่มเก็บเงิน ออมเงินตั้งแต่วันนี้ได้แล้วเพราะเราไม่มีทางรู้ได้เลยว่าอนาคตของเรานั้นจะเป็นอย่างไรต่อไป แต่เราควรเลือกที่จะทำวันนี้ให้ดีที่สุด เลือกที่จะมีเงินเก็บไว้กับตัวในยามแก่เฒ่าจะดีกว่าไหม…คุณคิดอย่างนั้นไหมค่ะ


  • การออมเงินด้วยการแบ่งเงินใส่ถุง

    จากบทความที่แล้วที่ได้เสนอไป มาในบทความนี้เราขอเสนอการออมเงินด้วยการแบ่งเงินใส่ถุงกันบ้าง การออมแบบนี้เป็นการออมด้วยการจัดระเบียบการใช้เงินของตนเองให้เหมาะสมในแต่ละวัน ซึ่งการทำแบบนี้นอกจากจะช่วยทำให้คุณมีเงินเก็บแล้วคุณยังจะได้รู้จักบริหารจัดการการใช้เงินของตัวคุณเองให้เหมาะสมและมีประสิทธิภาพมากขึ้นอีกด้วย อันดับแรกของการออมเงินแบบนี้คือ คุณต้องคำนวณดูก่อนว่าในแต่ละวันคุณใช้เงินเท่าไร ใช้มากน้อยแค่ไหน เวลาที่เราจะคำนวณยอดเงินนั้นต้องตระหนักถึงเหตุการณ์ฉุกเฉินหรือเผื่อเงินไว้เล็กน้อยในกรณีสำคัญๆ และควรพอดี เหมาะสมต่อรายรับที่คุณได้รับในแต่ละเดือนด้วย เมื่อคุณคำนวณได้ยอดที่เหมาะสมแล้วให้นำเงินที่คิดว่าจะใช้ในแต่ละวันมาแบ่งใส่ซองหรือถุง เช่น คุณมีเงินเดือน 15000 บาท 1 เดือน มี 30 วัน คุณใช้เงินวันละ 200 บาท ก็ให้แบ่งเงินออกมาเป็น 200 บาท 30 ซองหรือถุงนั่นเอง นั่นหมายความว่า คุณจะมียอดค่าใช้จ่ายในเดือนนั้นๆ อยู่ที่ 6000 บาท นอกจากเงินที่ใช้รายวันแล้ว คุณอาจแบ่งซองหรือถุงเงินสำหรับค่าใช้จ่ายอื่นๆ เช่น ค่าหนี้บัตรเครดิต ค่าห้อง ค่าน้ำค่าไฟ ค่าโทรศัพท์ เป็นต้น เมื่อคุณแบ่งเงินทุกอย่างออกเรียบร้อย ชัดเจน คราวนี้คุณก็จะรู้ว่าคุณมีเงินเหลือเท่าไรที่จะนำไปออมได้ ก็ให้นำเงินที่เหลือใส่ซองหรือถุงไว้อีกหนึ่งชุดแยกไปเลย การออมแบบนี้สิ่งที่คุณต้องคำนึงถึง คือ คุณต้องไม่ใช้เงินเกินกว่าที่คุณกำหนด คุณจะต้องควบคุม บริหารจัดการเงินเหล่านั้นให้ได้


  • ลงทุนในหุ้นฉบับมือใหม่

    ก่อนตัดสินใจลงทุนในหุ้น นักลงทุนต้องทำความเข้าใจกับขั้นตอนต่างๆในการลงทุนหุ้น ด้วยการวางแผนการลงทุนว่าต้องการผลตอบแทนในการลงทุนหุ้นแบบไหน ทั้งระยะสั้นและระยะยาว ซึ่งการลงทุนหุ้นระยะยาวมีข้อดีกว่าการลงทุนหุ้นระยะสั้นตรงที่มีความผันผวนน้อยกว่าและมีความเสี่ยงน้อยกว่า จากนั้นจึงทำความเข้าใจและวิเคราะห์เศรษฐกิจ,อุตสาหกรรม และบริษัทที่จะลงทุนให้ดีก่อนที่จะตัดสินใจลงทุนในตลาดหุ้น
    เมื่อวิเคราะห์หลักทรัพย์ที่น่าสนใจเรียบร้อยแล้ว ก็เข้าสู่ขั้นตอนการลงทุนในหุ้นซึ่งสามารถทำได้ตามสเต็ปดังต่อไปนี้
    1. กำหนดแผนในการลงทุนอย่างชัดเจน ว่ามีงบประมาณแค่ไหนในการลงทุน ระยะเวลาที่จะลงทุน ผลตอบแทนที่คาดว่าจะได้รับ และกำหนดขอบเขตความเสี่ยงของตัวเองว่าสามารถรับได้มากน้อยแค่ไหน เพื่อที่จะได้ตัดสินใจถูกว่าจะ cut loss เมื่อไหร่หากผลการลงทุนไม่ได้เป็นไปตามแผนที่ตั้งเอาไว้
    2. เปิดบัญชีเพื่อซื้อขายหลักทรัพย์ ซึ่งจะต้องเปิดกับธนาคารโดยเลือกใช้บัญชีออมทรัพย์หรือกระแสรายวันก็ได้
    3. เปิดบัญชีกับโบรกเกอร์หรือบริษัทหลักทรัพย์เพื่อทำการซื้อขายหลักทรัพย์ ซึ่งสามารถทำได้ 2 แบบ คือบัญชีเงินสด และบัญชี Margin ซึ่งเป็นบัญชีกู้ยืมเพื่อซื้อขายหลักทรัพย์ ในการเปิดบัญชีเพื่อซื้อขายหลักทรัพย์นี้คุณจะต้องเตรียมเอกสารเพื่อขอเปิดบัญชีให้พร้อม ซึ่งประกอบไปด้วย สำเนาบัตรประชาชาชนหรือสำเนาพาสปอร์ตในกรณีเป็นชาวต่างชาติ,สำเนาทะเบียนบ้าน,สำเนาบัตรผู้เสียภาษี, Bank Statement หรือสำเนาบัญชีธนาคารย้อนหลัง 6 เดือน
    หลังจากนี้ คุณก็สามารถเริ่มทำการซื้อขายหลักทรัพย์ได้เลย โดยสามารถสั่งซื้อขายหลักทรัพย์ทางอินเทอร์เน็ตหรือทางโทรศัพท์ก็ได้ หรือถ้าหากมีเวลาก็สามารถเข้าไปสั่งซื้อขายหลักทรัพย์ด้วยตัวเองที่ห้องซื้อขายหลักทรัพย์ก็ได้เช่นกัน


  • การออมเงินด้วยการเก็บเงินแบบทวีคูณในแต่ละสัปดาห์

    จากบทความที่แล้วที่เราได้เสนอไป มาในบทความนี้เราขอเสนอเกี่ยวกับ การออมเงินด้วยการเก็บเงินแบบทวีคูณในแต่ละสัปดาห์ การออมเงินแบบนี้เป็นการออมแบบเพิ่มทวีคูณมากขึ้นเรื่อยๆ เช่น วันนี้คุณเก็บเงินออม 100 บาท วันถัดไปก็ให้เก็บออมเงินเพิ่มเป็น 200 บาท วันถัดมาก็ให้เพิ่มเป็น 300 บาท เป็นต้น การออมเงินแบบนี้จะขึ้นอยู่กับความสามารถของแต่ละบุคคลและที่สำคัญคุณต้องต้องคำนึงถึงรายรับและรายจ่ายของตัวคุณเองด้วย ดังนั้นหากคุณอยากเก็บเงินแบบนี้แล้วละก็คุณควรมีการบริหารจัดการการเงินที่ดีพอสมควร คุณต้องมีระเบียบ มีวินัย รู้จักหมุนเงินให้เป็นไปอย่างมีสภาพคล่องมากที่สุด เพราะหากคุณเลือกที่จะเก็บๆ อย่างเดียวจนไม่คำนึงถึงการใช้จ่ายในชีวิตประจำวันจนส่งผลทำให้ชีวิตของคุณเกิดความยุ่งยาก เกิดความลำบากมากขึ้นแทน นั่นก็จะไม่เป็นผลดีต่อตัวคุณเองทั้งในปัจจุบันและอนาคต วิธีนี้จึงเหมาะสำหรับผู้ที่ไม่ได้เป็นพนักงานเงินเดือนหรือเป็นพนักงานออฟฟิตที่ไม่มีรายได้พิเศษแต่จะเหมาะสำหรับผู้ที่สามารถมีรายได้เข้ามาทุกวัน อาทิเช่น พ่อค้าแม่ค้า พนักงานบริษัทที่มีเงินพิเศษเป็นประจำรวมทั้งเจ้าของธุรกิจทั่วๆ ไปด้วย การเก็บเงินแบบนี้จะเป็นการเพิ่มพูนเงินเก็บได้อย่างรวดเร็วมากซึ่งมากกว่าการเก็บเงินที่เป็นเหรียญหรือการเก็บเงินด้วยธนบัตรแบบต่างๆ เมื่อคุณเก็บเงินได้มากพอสมควรแล้วอาจนำเงินเหล่านี้ไปฝากกับธนาคารเพื่อเป็นการกินดอกเบี้ยอีกทอดหนึ่งหรือนำเงินที่ได้ไปลงทุนด้วยการซื้อพันธบัตรต่างๆ ต่อไปได้


  • เงินเก็บแสนแรกทำได้ง่ายๆในเวลาเพียง 2 ปี

    อยากเก็บเงิน แต่พยายามเท่าไหร่ๆก็ไม่สำเร็จสักที อย่าว่าแต่เงินเก็บหลักแสน เพราะแค่เก็บให้ถึงหลักพันหรือหลักหมื่นก็ยังไม่เคยทำได้สำเร็จ
    ความจริงแล้ว การตั้งใจทำอะไรสักอย่างให้สำเร็จไม่ใช่เรื่องยาก เพียงแต่ต้องรู้จักเทคนิคการเก็บเงินที่ช่วยให้คุณมีเงินเก็บตามเป้าหมายได้อย่างที่ต้องการ เริ่มต้นอย่างง่ายๆจากเงินเพียง 20 บาท
    1. เริ่มต้นจากเก็บเงินใส่กระปุกสัปดาห์แรก 20 บาท จากนั้นค่อยๆเก็บเงินเพิ่มขึ้นในแต่ละสัปดาห์เป็นขั้นบันได ยกตัวอย่างสัปดาห์แรกแรกเก็บเงิน 20 บาท สัปดาห์ต่อไปเพิ่มขึ้นเป็น 40 บาท สัปดาห์ที่สาม เพิ่มขึ้นไปอีกเป็น 60 บาท ทำอย่างนี้ไปเรื่อยๆ เมื่อครบ 1 ปี ก็จะมีเงินเก็บทั้งหมด 27,560 บาทหรือเกือบๆสามหมื่นบาทเลยทีเดียว จากนั้นนำเงินทั้งหมดไปเก็บใส่บัญชีธนาคารที่เปิดไว้เพื่อออมเงินโดยเฉพาะ
    2. เงินโบนัสปลายปี แบ่งนำมาเก็บไว้ในบัญชีเงินออมอย่างน้อยครึ่งหนึ่ง เช่น ได้โบนัสมา 30,000 บาท แบ่งเก็บในบัญชีเงินออมเอาไว้ 15,000 บาท ตอนนี้คุณจะมีเงินเก็บ 42,560 บาท
    3. หักเงินจากเศษเงินเดือนมาเก็บไว้ในบัญชีเงินเก็บทุกๆเดือน เช่น เงินเดือน 16,840 บาท หักเศษเงินเดือน 840 เก็บไว้ทุกเดือน ในหนึ่งปีจะมีเงินเก็บ 10,080 บาท
    ถึงตอนนี้เมื่อครบ 1 ปีคุณจะมีเงินเก็บทั้งหมด 52,640 บาท ซึ่งหากทำอย่างนี้ในปีต่อไปก็จะเก็บเงินได้ 105,280 บาท มีเงินเก็บหลักแสนได้ในเวลาเพียงสองปีเท่านั้น แต่ถ้าอยากใช้เวลาน้อยกว่านี้ก็เพิ่มจำนวนเงินที่ต้องออมให้มากขึ้น และเพิ่มวิธีเก็บเงินแบบอื่นๆเช่น เก็บเงินด้วยธนบัตรใบละ 50 บาท ซึ่งจะทำให้จำนวนเงินออมของคุณงอกเงยมากขึ้นอย่างน่าชื่นใจมากทีเดียว


  • ต้องมีเงินเท่าไหร่จึงจะพอสำหรับวัยเกษียณ

    หลายคนที่เพิ่งเริ่มต้นทำงานมักจะคิดว่าวัยเกษียณยังอยู่อีกไม่ไกล จึงใช้เงินที่หามาได้เพื่อตอบสนองความสุขส่วนตัวอย่างเต็มที่ จนกระทั่งถึงวัยที่มีครอบครัวก็ไม่มีโอกาสเก็บเงินเพื่อเกษียณอีก เพราะค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือนมีอยู่มากมาย ทั้งค่าผ่อนรถ,ผ่อนบ้าน,เลี้ยงดูลูกและค่าใช้จ่ายในการส่งลูกเรียน กว่าจะรู้ตัวอีกทีก็เหลือเวลาทำงานอีกไม่นาน ใกล้ถึงวัยเกษียณเข้ามาทุกทีจนแทบไม่มีเวลาเก็บเงินหรือลงทุนอะไรแล้ว
    ดังนั้น การวางแผนเริ่มต้นเกษียณจึงต้องเริ่มตั้งแต่อายุยังน้อย เพื่อที่จะได้มีเวลาเก็บเงินและลงทุนเพื่อให้ได้ผลตอบแทนที่สามารถนำไปใช้จ่ายในช่วงวัยเกษียณได้อย่างสบาย
    ก่อนอื่น ต้องคำนวณดูก่อนว่า ต้องมีเงินเท่าไหร่จึงจะสามารถใช้ชีวิตในวัยเกษียณได้โดยไม่เดือดร้อน ด้วยหลักการคำนวณเงินดังต่อไปนี้
    ประมาณการค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือนที่ต้องใช้หลังเกษียณ ซึ่งโดยทั่วไปจะคิดจากอัตรา 70 % ของรายได้ปัจจุบัน ยกตัวอย่างเช่น ในปัจจุบันคุณมีค่าใช้จ่ายต่อเดือนอยู่ที่ 20,000 บาท ดังนั้นหลังเกษียณแล้วคุณต้องมีเงินในแต่ละเดือน 70 % ของรายจ่ายปัจจุบันนั่นก็คือ 14,000 บาทต่อเดือน จากนั้นนำมาคิดเป็นเงินต่อปี คือ 168,000 บาทต่อปี และนำมาคูณกับจำนวนปีที่คาดว่าจะมีชีวิตอยู่หลังเกษียณ เช่น เกษียณอายุ 60 ปี และคิดว่าจะมีอายุอยู่จนถึง 80 ปีเท่ากับ 20 หลังเกษียณ จะได้จำนวนเงินขั้นต่ำที่ต้องมีเก็บเอาไว้ใช้ในยามเกษียณคือ 3,360,000 บาท
    นอกจากนี้ต้องอย่าลืมว่า เมื่ออายุมากขึ้นคุณอาจจะมีโรคประจำตัวอย่างน้อย 1 โรคที่จะต้องเก็บเงินเพื่อใช้จ่ายเป็นค่ารักษาพยาบาลอย่างน้อยโรคละ 1 ล้าน เช่น หากมีโรคประจำตัวเป็นความดันโลหิตสูง ก็ต้องเก็บเงินเผื่อในส่วนนี้อีก 1 ล้าน เมื่อรวมทั้งหมดคุณจะต้องมีเงินเก็บเพื่อเกษียณอย่างน้อย 4,360,000 บาท


  • การวางแผนการเงินสำหรับการแต่งงาน

    ในบทความนี้จะขอกล่าวถึงเรื่องของ “การวางแผนเพื่อการแต่งงาน” คุณรู้ไม่ว่าการแต่งงานในเต่ละครั้ง
    คุณจะต้องใช้เงินมากมายสักเท่าไร? ในบางคู่อาจต้องใช้เงินเป็นแสน บางคู่ใช้เงินเป็นล้าน สิ่งที่คุรต้องเสีย ได้แก่
    ค่าสถานที่เพื่อการจัดเลี้ยงทั้งงานพีธีเช้าและงานพิธีมงคลสมรสในภาคเย็น, ค่าของใช้ที่จะนำมาเป็นของชำร่วย, ค่าบัตรเชิญ, ค่าสำหรับการถ่ายภาพพรีเวดดิงและภาพในวันงาน ฯลฯ ดังนั้นเราควรพิจารณาดูก่อนไหมว่า อะไรบ้างที่เราสามารถลดรายจ่ายไปได้บ้างหรือตัดรายการใดออกไปได้บ้าง ตัวอย่างเช่น
    1. อาจเปลี่ยนจากเดิมที่เคยจัดงานแบบยิ่งใหญ่อลังการก็ลดลงมาเหลือแค่งานเล็กๆ อาจเชิญมาแค่ญาติหรือเพื่อนสนิทก็พอ (ทั้งงานพิธีไหว้ตอนเช้าและงานพิธีมงคลสมรสตอนเย็น)
    2. อาจเปลี่ยนจากที่เคยต้องซื้อของใช้บางอย่างมาใช้ในงานก็อาจลองสอบถามจากคู่แต่งงานรายอื่นๆ ก่อนหน้านี้ว่ามีสิ่งของอะไรบ้างที่เราสามารถยืมมาใช้ต่อได้บ้าง (ตามที่เห็นสมควร)
    3. ลดขนาดของเค้กลงจากที่เคยเป็นเค้ก 7 ชั้นก็เปลี่ยนเป็นเค้กชั้นเดียว
    4. พยายามตกแต่งสถานที่โดยใช้พวกใบไม้หรือดอกไม้ให้มีจำนวนน้อยลงหรือใช้เป็นสิ่งของที่มีราคาถูกกว่า
    มาใช้ในการประดับงานแต่งแทน
    5. สำหรับเรื่องของชุดแต่งงานนั้นควรเลือกชุดที่ใส่สบายๆ ง่ายๆ และราคาไม่แพงมากเกินไปหรือเปลี่ยนจาก
    การซื้อชุดแต่งงานเป็นการเช่าชุดแต่งงานแทนซึ่งคุณจะได้ราคาที่ประหยัดมากขึ้น
    6. คำนวณปริมาณแขกที่จะมางานให้มีความเหมาะสมและพอดี ไม่ต้องมากเกินไป
    7. อาจเปลี่ยนจากที่จัดเลี้ยงที่โรงแรมมาเป็นจัดเลี้ยงที่บ้านเจ้าบ่าวเจ้าสาวแทน
    8. เปลี่ยนจากอาหารโต้ะจีนเป็นอาหารที่คนที่บ้านร่วมมือกันทำเพื่อเลี้ยงในงานแทน
    คุณลองคิดทบทวนดูว่า ในการแต่งงานของคุณนั้น จะให้เป็นงานแต่งที่เป็นเพียงการแต่งงานเพื่อให้คนมากมายได้รับรู้ว่าคุณทั้งสองคนได้แต่งงานกันเป็นที่เรียบร้อยแล้วโดยคุณต้องแลกมาด้วยการสูญเสียเงินมากมายเพื่อการจัดงานแต่งขึ้นมาอย่างหรูหราใหญ่โตหรือจะเป็นการแต่งงานเพื่อคุณทั้งสองคนที่ไม่ต้องเสียเงินมากมายเพื่อเชิญแขกรับพันๆ
    คนมา ขอแค่มีเพียงเพื่อนสนิทและญาตๆ มาก็เพียงพอแล้วและยังมีเงินเหลือพอจะตั้งตัวในชีวิตคู่หลังจากนี้ได้ คุณต้องลองคำนวณให้ดีว่าอะไรที่คุ้มกว่ากัน คุณจะยอมเสียเงินที่คุณเก็บมาตลอดทั้งชีวิตให้หมดลงเพียงแค่ในงานวันเดียวนี้หรือไม่ เรื่องนี้คงต้องเป็นคุณเท่านั้นที่จะเป็นผู้ตัดสินใจ


  • 4 ขั้นตอนการเปิดร้านและทำธุรกิจคอมพิวเตอร์

    4 ขั้นตอนการเปิดร้านและทำธุรกิจคอมพิวเตอร์
    ปัจจุบันการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารต่างๆหรือการทำงานล้วนแล้วแต่ต้องเข้าถึงในโลกของอินเตอร์เน็ททั้งนั้นดังนั้นการทำธุรกิจคอมพิวเตอร์จึงเพิ่งจำเพิ่มขึ้นตามความต้องการของกลุ่มบุคคลที่ต้องการ ค้นหาความรู้ต่างๆ หรือ เพื่อการบรรเทิงต่างๆจึงมีผู้คนสนใจในการทำธุรกิจเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์มากขึ้นผมจะยกตัวอย่าง4ขั้นตอนหลักในการเปิดร้านคอมพิวเตอร์ที่ให้บริการอิเตอร์เน็ทคาเฟ่

    1.สิ่งสำคัญการทำ ธุรกิจคอมพิวเตอร์ อินเตอร์เน็ตคาเฟ่
    คุณจะต้องไปจดทะเบียนพาณิชย์ ให้ถูกต้องตามกฎหมาย ดั้งนั้นคุณจะต้องไปจดทะเบียนพาณิชย์ที่พาณิชย์จังหวัด (กรณีต่างอำเภอไปจดที่องค์การบริหารส่วนจังหวัด) อย่าลืมสิ่งสำคัญที่ต้องเตรียมไปด้วยคือ เอกสารสำคัญ สำเนาทะเบียนบ้าน และสำเนาบัตรประจำตัวประชาชน พร้อมชำระค่าธรรมเนียม 50 บาทคับ

    2.ธุรกิจคอมพิวเตอร์ อินเตอร์เน็ตคาเฟ่นั้นจำเป็นจะต้องมีการแสดงรายได้หรือเสียภาษีรายได้นั้นเอง
    หลังจากที่ได้รับใบทะเบียนพาณิชย์ในข้อที่ 1 มาแล้ว ให้ไปขอใบอนุญาตเสียภาษีรายได้ ที่กรมสรรพากรในเขตพื้นที่ ที่จะเปิดร้านอินเตอร์เน็ตคาเฟ่ ถ้าเป็นร้านเปิดใหม่จะเสีย ประมาน 500บาทคับ อีกหนึ่งใบคือการขอใบอนุญาตประกอบกิจการตามพ.ร.บ.ภาพยนตร์และวีดีธุรกิจคอมพิวเตอร์ทัศน์ มาด้วยคับ

    3.ปันหาของการทำ ธุรกิจคอมพิวเตอร์ อินเตอร์เน็ตคาเฟ่
    ปันหาจริงของการทำธุรกิจคอมพิวเตอร์อินเตอร์เน็ตคาเฟ่นั้นคือเรื่องของลิขสิทธิ์พวก windows ดั้งนั้นคุณควรหาโปรแกรมที่ถูกต้อง มาลงให้เรียบร้อย และซื้อลิขสิทธิ์พวกเกมส์ offline หรือ online ให้ถูกต้อง เพื่อเลี่ยงกับการถูกจับเรื่องลิขสิทธิ์

    4. กลยุทธ์ในการทำ ธุรกิจคอมพิวเตอร์ อินเตอร์เน็ตคาเฟ่
    กลยุทธ์ในการเริ่มทำธุรกิจคอมพิวเตอร์อินเตอร์เน็ทคาเฟ่นั้นสิ่งแรกให้เริ่มมองหาทำเลที่ตั้งที่อยู่ในชุมชนหรือ มีสถานศึกษาอยู่เพราะลูกค้าพวกนี้จะเข้ามาใช้บริการ ในการเข้ามาหาข้อมูลต่างๆที่เกี่ยวกับการเรียน

    การทำธุรกิจคอมพิวเตอร์อินเตอร์เน็ตคาเฟ่นั้นในปัจจุบันก็มีคู่แข่งอยู่มากมาย ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ขึ้นอยู่กับตัวคุณด้วยว่าจะสามารทำความสนใจเกี่ยวกับร้านของคุณเพื่อดึกดูดลูกค้าได้มากน้อยแค่ไหนด้วยคับ


  • การวางแผนการเงินยามเกษียณ

    สำหรับเรื่องของ “การเกษียน” หรือการใช้ชีวิตหลังวัย 60 ปีนั้นอาจเป็นเรื่องที่ใครๆ หลายคนไม่ได้นึกถึงในเรื่องนี้ ปล่อยระยะเวลาให้ผ่านไปเรื่อยๆ เลือกที่จะใช้ชีวิตไปวันๆ คาดหวังว่าอนาคตลูกหลานหรือคนในบ้านจะเป็นคนเลี้ยงและดูแลตนเองยามแก่เฒ่า เอาชีวิตไปฝากไว้ในมือของผู้อื่น เมื่อวันนั้นมาถึงกลับพบว่าสิ่งที่คาดหวังไม่เป็นดังหวังกลายเป็นคนที่ไม่มีใครดูแล ไม่มีใครสนใจ จะขอเงินใครก็ไม่มีใครให้ เลยทำให้กลายเป็นคนที่ต้องมาลำบากยามแก่เฒ่า เหตุการณ์เหล่านี้ก็อาจเกิดขึ้นกับคุณได้ถ้าคุณไม่รู้จักวางแผนการเงินเพื่อวัยเกษียณ ไม่รู้จักเก็บเงินเพื่อตัวเอง ใช้ชีวิตโดยไม่คำนึงถึงอนาคต คุณลองถามตัวคุณเองดูรึยังว่าคุณจะเกษียณตัวเองตอนอายุเท่าไร ทุกวันนี้คุณได้เงินเดือนๆ ละเท่าไรและหากคุณทำงานไปเรื่อยๆ จนถึงวัยเกษียณเงินเดือนๆ สุดท้ายของคุณจะได้เท่าไร เคยคิดบ้างไหมว่าเมื่อถึงตอนเกษียณจริงๆ คุณจะต้องใช้เงินในแต่ละเดือนเป็นจำนวนเงินเท่าไรถึงจะพอใช้ หากทุกวันนี้คุณเป็นพนักงานกินเงินเดือนอยู่ละก็ คุณลองคาดการณ์ดูว่าเงินเดือนเดือนสุดท้ายของคุณน่าจะได้เงินเท่าไรแล้วนำยอดนั้นมาหารสอง ผลที่ได้จะเป็นจำนวนเงินที่คุณต้องใช้ในยามเกษีนณนั่นเอง ดังนั้นเรื่องการวางแผนการเงินเพื่ออนาคตก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่คุณควรให้ความสำคัญเช่นกัน สิ่งเหล่านี้ไม่ได้ทำเพื่อใครแต่ทำเพื่อตัวคุณเอง การที่เราได้มีเงินเป็นของเราเองสบายใจกว่าการต้องพึ่งพาใครหรือต้องแบมือเพื่อขอเงินคนอื่นอย่างแน่นอน


  • การวางแผนการเงินด้วยการจัดงบค่าใช้จ่าย

    หลังจากที่คุณได้วางแผนการเงินไปแล้ว ขั้นต่อไปที่เราจะขอกล่าวถึงคือเรื่องของ “การจัดงบค่าใช้จ่าย” ทั้งส่วนตัวและครอบครัวซึ่งในเรื่องนี้เป็นเรื่องที่สำคัญมาก ถ้าเราไม่ให้ความสำคัญในเรื่องนี้การเงินของคุณก็จะไม่สามารถสำเร็จลงไปได้ ไม่สามารถปลดหนี้และนำไปสู่ความร่ำรวยในอนาคต ในส่วนนี้จะช่วยให้คุณสามารถควบคุมการเงินให้อยู่ในขอบเขตที่เหมาะสมและเพียงพออย่างต่อเนื่อง จำกัดให้อยู่ในขอบเขตที่กำหนดไว้ สิ่งเหล่านี้จะเริ่มได้จาก
    1. รวมยอดทั้งหมดที่เป็นเงินรายรับในแต่ละเดือนออกมาให้เรียบร้อยเพื่อเป็นการสำรวจเงินทั้งหมดที่คุณจะมีในเดือนนั้นๆ อาทิเช่น เงินเดือนที่ได้รับ, เงินรายได้อื่นๆ ที่ได้รับพิเศษ เช่น ค่าโอที ค่ารับจ้างพิเศษหรือค่าเช่าอสังหาริมทรัพย์ เป็นต้น
    2. รวมยอดทั้งหมดที่เป็นเงินรายจ่ายที่คุณต้องเสียในแต่ละเดือนออกมาและทำการจดบันทึกรายละเอียดรายการเหล่านั้นลงไปในบันทึกโดยคุณควรจดบันทึกทุกวันเพื่อใช้ในการสรุปยอดในแต่ละเดือนเมื่อสิ้นสุดของเดือนนั้นๆ
    3. ทำการคาดการณ์เกี่ยวกับรายจ่ายทั้งหมดที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตโดยคุณสามารถอาศัยการพิจารณาจากรายจ่ายที่เกิดขึ้นในปัจจุบันบวกกับเงินที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต เช่น ค่ารักษาพยาบาล, ค่าประกันรถ ฯลฯ
    4. ทำการสรุปยอดเงินทั้งหมดทั้งรายรับและรายจ่ายในแต่ละเดือนออกมาให้ชัดเจนจากบันทึกที่ได้บันทึกไว้โดยทำการสรุปออกเป็นช่วงๆ ได้แก่ รายสัปดาห์,รายเดือนและรายปี เมื่อสรุปออกมาได้แล้วก็ให้ทำการเปรียบเทียบดูว่าระหว่างยอดของรายรับกับรายจ่ายรายการใดมีมากกว่ากัน หากคุณพบว่ารายรับมีมากกว่าแปลว่าคุณสามารถบริหารจัดการเงินของคุณได้ดีแต่หากคุณพบว่ารายจ่ายมากกว่า นั่นหมายความว่า คุณยังบริหารจัดการการเงินได้ไม่ดีหรือเรียกว่าควรปรับปรุงเลยทีเดียว ดังนั้นคุณควรกลับมาทบทวนว่าในเดือนนั้นมีส่วนใดบ้างของรายจ่ายที่เราสามารถตัดออกไปได้ ทบทวนว่าทำไมคุณถึงได้จ่ายเงินส่วนนั้นไป สิ่งนั้นเป็นสิ่งที่จำเป็นหรือไม่ ถ้าไม่ก็ตัดออกจากค่าใช้จ่ายไปเลย
    5. ติดตามผลการใช้จ่ายอย่างต่อเนื่องและทำการปรับปรุงให้งบประมาณสามารถควบคุมได้อย่างสมดุลและพยายามบริหารให้มีเงินเก็บมากขึ้นจากเดิมให้ได้มากที่สุด


  • การวางแผนการเงินเกี่ยวกับเรื่องของภาษี

    หลังจากที่ก่อนหน้านี้คุณได้ทราบเกี่ยวกับสิ่งที่เกียวข้องกับการเงินในด้านต่างๆ ไปบ้างแล้วไม่ว่าจะเป็นเรื่องของวางแผนการเงิน,จัดงบค่าใช้จ่ายทั้งส่วนตัวและของครอบครัว, การออมเงินเพื่ออนาคตและการบริหารจัดการหนี้ ต่อไปเราจะขอกล่าวถึงเรื่องของ “ภาษี” ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้ที่มีรายได้ทุกคนจะต้องให้ความสำคัญซึ่งทุกคนต้องยื่นภาษีในช่วงเดือนมีนาคม-เมษายนของทุกปีโดยยื่นได้ที่กรมสรรพากรหรือยื่นทางอินเตอร์เน็ตแล้วแต่ความสะดวกของผู้มีรายได้ คุณอาจสงสัยว่าเรื่องนี้จะช่วยให้คุณมีประหยัดลงได้อย่างไร? คุณเชื่อไหมว่าภาษีนั้นสามารถลดหย่อนได้เพียงแค่เรารู้จักคำนวณเงินให้ถูกต้องและคิดอย่างละเอียดรอบคอบ สิ่งที่คุณควรทำสำหรับเรื่องของภาษี คือ ควรศึกษาและวางแผนเกี่ยวกับภาษีให้ดี ศึกษาให้เข้าใจในทุกขั้นตอน สิ่งที่สามารถนำมาลดหย่อนภาษีได้ ได้แก่ ดอกเบี้ยอันเกิดจากการกู้บ้าน, การบริจาคเงิน, ค่าเลี้ยงดูลูกและคุณพ่อคุณแม่ (เฉพาะคุณพ่อคุณแม่ที่อายุมากกว่า 60 ปีขึ้นไป) หรือแม้กระทั่งเงินค่าประกันชีวิตก็สามารถนำมาใช้ได้เช่นเดียวกัน ซึ่งในกรณีที่คุณเป็นผู้มีเงินได้ควรวางแผนกำหนดรายได้ให้ดีก่อนทำการยื่นภาษีทุกครั้ง ต้องรู้ว่าตนเองควรยื่นภาษีแบบใด เพราะหากคุณมีรายได้ที่เป็นเงินเดือนต้องยื่นภาษีแบบ ภงด.91 หรือถ้ามีรายได้แบบเหมาจ่ายก็ให้ยื่นเป็นเงินได้อันเกิดจากการประกอบธุรกิจแบบทั่วไป (ภงด.90) ดังนั้นคุณลองคำนวณและชั่งใจดูว่าสิ่งไหนบ้างที่จะสามารถนำมาลดหย่อยภาษีให้กับคุณได้ แล้วการยื่นแบบใดถึงจะช่วยทำให้คุณเสียภาษีได้น้อยกว่าอย่างถูกต้องและไม่ผิดกฎ เรื่องภาษีไม่ได้เป็นเรื่องยากเพียงแค่คุณเข้าใจในรายละเอียด รู้จักยื่นภาษีให้ตรงเวลา มีความรับผิดชอบในเรื่องนี้ แค่นี้คุณก็อาจเป็นคนหนึ่งที่ไม่ต้องเสียภาษีหรืออาจเสียแต่น้อยลงจากเดิมก็เป็นได้