• ออมเงินให้รวย 2

    ในบทความที่แล้วเราได้ลองเสนอเกี่ยวกับวิธีการออมเงินไปแล้ว 2 รูปแบบ มาในบทความนี้เราจะขอเสนอวิธีการออมเงินอีก 2 รูปแบบเพื่อเป็นทางเลือกให้กับคุณๆ ที่อยากจะรวยด้วยการออมเงินกันบ้างนะค่ะ
    การออมเงินด้วยการนำเงินไปเล่นหุ้น
    การออมเงินแบบนี้หากใครที่ตัดสินใจที่จะเล่นแล้วละคุณต้องเป็นคนกล้าได้กล้าเสีย กล้าลงทุนเพราะถือว่าการออมแบบนี้อยู่บนพื้นฐานของความเสี่ยง ในการเล่นหุ้นนั้นคือการที่เราเอาเงินไปลงทุนซื้อหุ้นหรือการเข้าไปร่วมเล่นหุ้นกับบริษัทต่างๆ หรือตลาดหลักทรัพย์เพื่อเก็งเอากำไร การเล่นหุ้นนั้นถือว่าเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่จะทำให้คุณได้รับเงินกำไรจำนวนมาก ซึ่งหากคุณเป็นคนหนึ่งที่สนใจในด้านนี้เราขอแนะนำว่าก่อนที่คุณจะตัดสินใจเล่นหุ้นกับที่ใดๆ ก็ตามควรศึกษารายละเอียดก่อนการลงทุนทุกครั้ง ควรศึกษาถึงสภาพเศรษฐกิจของประเทศและของโลกด้วยและสิ่งสำคัญ คือ คุณต้องตระหนักไว้ว่าเมื่อคุณมีโอกาสได้กำไรจำนวนมาก คุณก็อาจมีโอกาสที่จะสูญเสียเงินได้มากเช่นกัน ดังนั้นหากคุณอยากออมเงินแบบนี้แล้วละก็ต้องลองถามใจตัวเองดูก่อนว่า คุณกล้าพอไหมที่จะเสี่ยง…
    การออมเงินด้วยการซื้อสิ่งต่างๆ
    ลองเปลี่ยนการออมแบบธรรมดาให้กลายเป็นการนำเงินมาซื้อสิ่งต่างๆ แทนดูสิค่ะแต่ต้องเป็น
    สินค้าที่จำเป็นและมีมูลค่า สามารถต่อยอด สามารถมีมูลค่าเพิ่มขึ้นได้ในอนาคต เช่น การเลือกสะสมพวกพระเครื่อง, การซื้อผลงานศิลปะ, การสะสมของเก่าและพวกของโบราณต่างๆ เป็นต้น เพราะสิ่งของเหล่านี้มักเป็นที่ต้องการของตลาดพอสมควรและมักจะหากำไรได้พอประมาณ บางคนอาจซื้อสิ่งของมาเพียงไม่กี่พันแต่เวลาขายกลับขายได้หลายหมื่น ดีไม่ดีอาจขายได้เป็นแสนก็ได้ สิ่งนี้ก็อาจจะเป็นการช่วยเพิ่มรายได้ให้กับคุณได้อีกเช่นเดียวกัน


  • ประหยัดภาษีให้มากขึ้น ทำได้อย่างไร

    การเสียภาษีเป็นหน้าที่ของผู้มีรายได้ทุกคน แต่จะดีกว่าไหมถ้าคุณจ่ายภาษีน้อยลง เพื่อที่จะได้มีเงินเหลือเพื่อนำไปเก็บออมหรือลงทุนได้มากขึ้น
    คนจำนวนไม่น้อยก้มหน้าก้มตาทำงานตลอดทั้งปี และเมื่อถึงเวลาก็จ่ายภาษีโดยไม่เคยดูว่ามีสิทธิพิเศษอะไรที่สามารถนำมาลดหย่อนภาษีเพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ได้บ้าง ดังนั้นเพื่อไม่ให้เสียสิทธิที่คุณพึงมี มาดูกันว่าจะสามารถลดหย่อนภาษีในกรณีไหนได้บ้าง
    • คำนวณภาษีที่จะต้องจ่ายโดยนำรายได้มาหักค่าใช้จ่าย ซึ่งก่อนอื่นคุณต้องไปขอเอกสารการขอหักภาษี ณ ที่จ่ายจากบริษัทที่คุณทำงานอยู่เพื่อตรวจสอบว่าตนเองมีรายได้เท่าไหร่ และบริษัทหักภาษีอะไรไปบ้าง จากนั้นจึงนำมาหักค่าใช้จ่ายซึ่งสามารถหักได้ประมาณ 40%และไม่เกิน 60,000 บาท
    • ตรวจสอบค่าลดหย่อนที่ช่วยให้ลดภาระ ให้คุณจ่ายภาษีน้อยลง ซึ่งประกอบไปด้วย ค่าเลี้ยงดูลูกและค่าใช้จ่ายในการศึกษาของลูก,ค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงดูสามีหรือภรรยาที่ไม่มีรายได้,ค่าเลี้ยงดูบิดามารดา,ค่าดูแลและเลี้ยงดูผู้พิการหรือทุพพลภาพ,ค่าประกันชีวิต ที่สมารถใช้ได้มีอยู่ 2 ประเภทคือ ประกันชีวิตทั่วไปและ ประกันชีวิตแบบบำนาญ,กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ,เงินสะสม กบข.,กองทุน RMF และ LTF ,ประกันสังคม,ดอกเบี้ยเงินกู้เพื่อซื้อที่อยู่อาศัย รวมไปถึงค่าลดหย่อนประเภทเงินบริจาค,ค่าใช้จ่ายส่วนตัว และค่าท่องเที่ยวภายในประเทศ
    นอกจากนี้ยังมีมาตรการลดหย่อนภาษีพิเศษที่ประกาศออกมาในช่วงเวลาต่างๆ ซึ่งจะต้องติดตามอย่างสม่ำเสมอและนำมาคำนวณดูว่าคุ้มค่าหรือไม่ที่จะใช้สิทธิลดหย่อนจากมาตรการพิเศษเหล่านี้ เพื่อให้คุลดภาระในการจ่ายภาษีลง และมีเงินเหลือมากขึ้นกว่าเดิม


  • สร้างความมั่งคั่งให้มนุษย์เงินเดือนด้วยกองทุนรวม

    หากคุณเป็นมนุษย์เงินเดือนที่อยากเริ่มต้นลงทุน แต่ไม่มีความรู้หรือไม่มีเวลาติดตามการลงทุน กองทุนรวมเป็นการลงทุนที่เหมาะมากที่จะช่วยให้บรรลุเป้าหมายในการลงทุน นอกจากนี้ยังเหมาะกับคนที่มีเงินไม่มาก หรือไม่ค่อยมีประสบการณ์แต่ก็อยากจะลงทุนอีกด้วย
    ทำไมกองทุนรวมถึงเหมาะกับมนุษย์เงินเดือน
    เพราะกองทุนรวมมีมืออาชีพที่คอยดูแลบริหารจัดการกองทุน ทำให้คนทำงานที่ไม่ค่อยมีเวลาติดตามข่าวสาร หรือไม่ค่อยมีความรู้และประสบการณ์ในการลงทุนมากนักมีความสบายใจในการลงทุนมากขึ้น ช่วยลดข้อผิดพลาดในการบริหารกองทุนที่อาจจะทำให้ขาดทุนได้ ที่สำคัญคือมีสิทธิประโยชน์ทางด้านภาษี ที่สามารถนำไปหักลดหย่อนภาษีทำให้เสียภาษีน้อยลงได้อีกด้วย
    นอกจากนี้กองทุนรวมยังสามารถทยอยซื้อได้ เหมาะสำหรับมนุษย์เงินเดือนที่มีรายได้เข้ามาประจำทุกเดือน โดยในบางกองทุนมีเงื่อนไขการซื้อขั้นต่ำเพียง 1,000 บาทเท่านั้น ซึ่งสามารถลงทุนสะสมอย่างสม่ำเสมอในระยะเวลาที่ต่อเนื่องเพื่อสร้างวินัยในการลงทุน และเพิ่มโอกาสที่เงินจะงอกเงยมากขึ้นในอนาคต
    ผลตอบแทนจากการลงทุนในกองทุนรวมนั้น ขึ้นอยู่กับว่าคุณเลือกลงทุนในกองทุนรวมที่นโยบายแบบไหน หากลงทุนในกองทุนที่มีอัตราผลตอบแทนเฉลี่ย 5 % ต่อปี โดยที่ยังไม่รวมปันผล หากคุณลงทุนขั้นต้นไปเพียง 100,000 บาท ภายในระยะเวลาไม่นานเงินของคุณก็จะงอกเงยเพิ่มขึ้นเป็น 200,000 บาทซึ่งถือว่าเป็นผลตอบแทนการลงทุนที่น่าพอใจมากทีเดียว
    การลงทุนในกองทุนรวม นอกจากจะได้ผลตอบแทนในรูปของปันผลและกำไรที่ได้จากการขายคืนหน่วยลงทุนในจำนวนที่สูงกว่าราคาที่ซื้อมาแล้ว ยังช่วยลดความเสี่ยงในการลงทุนเพราะมีมืออาชีพคอยดูแลจัดการและมีการกระจายการลงทุนในหลายๆประเภทอีกด้วย


  • ออมเงินด้วยการเก็บเงินเหรียญ

    จากบทความที่แล้วที่เราได้เสนอไป มาในบทความนี้เราขอเสนอเทคนิคการออมเงินด้วยการเก็บเงินที่เป็นเหรียญแบบชนิดต่างๆ การออมแบบนี้เรียกว่าเป็นการออมแบบทุกบาททุกสตางค์เลยทีเดียว เงินที่เป็นเหรียญทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นเหรียญบาท เหรียญสองบาท เหรียญห้าบาท เหรียญสิบบาทหรือแม้กระทั่งเหรียญสตางค์ก็ไม่เว้น เราต้องยึดคติที่ว่า “มีสลึงพึงบรรจบให้ครบบาท” แล้วคุณจะพบว่าเศษเหรียญพวกนี้ก็ทำให้คุณมีเงินก้อนได้ คุณเชื่อหรือไม่ว่าเหรียญพวกนี้ เหรียญที่ใครหลายคนอาจไม่ใส่ใจ เหรียญที่ได้จากการใช้ในชีวิตประจำวัน อาทิเช่น เหรียญที่ได้จากการเป็นเงินทอน เหรียญที่เหลือจากการซื้อของใช้ประจำวัน ฯลฯ เงินที่เป็นเหรียญทั้งหมดที่คุณมีนี้ให้คุณนำเอาเงินเหล่านั้นหยอดเข้ากระปุกออมสินให้หมดเลยค่ะ ได้เหรียญมาเท่าไร่ให้ใส่ให้หมดและที่สำคัญเมื่อคุณหยอดเหรียญลงกระปุกออมสินไปแล้วห้ามแกะกระปุกเหรียญหรือนำเงินภายในกระปุกออกมาใช้เด็ดขาด พยายามทำให้เป็นประจำทุกวัน ทำให้ติดเป็นนิสัยให้ได้ พยายามหยอดกระปุกไปเรื่อยๆ จนกระทั่งวันหนึ่งเงินเต็มกระปุก คุณก็ค่อยลองแกะกระปุกออกมาแล้วนับเงินที่ได้จากกระปุกใบนั้นดูสิค่ะว่ามีเงินเท่าไรแล้วค่อยนำเงินที่ได้ไปฝากกับทางธนาคารหรือไปแลกออกมาเพื่อการเก็บในรูปแบบอื่นๆ ต่อไป ซึ่งในปัจจุบันมีหลายธนาคารที่รับแลกเหรียญและฝากเหรียญพวกนี้ สิ่งที่คุณจะได้จากการออมแบบนี้คือ คุณจะพบว่าเศษเหรียญที่คุณเก็บได้นั้นมากมายอย่างไม่น่าเชื่อแถมยังช่วยทำให้คุณเห็นคุณค่าของเงินอีกด้วย


  • ออมด้วยการเก็บเงินที่เป็นธนบัตร 50 บาท

    จากบทความที่แล้วที่ได้เสนอไปแล้ว มาในบทความนี้เราขอเสนอเกี่ยวกับ การออมเงินด้วยการเก็บเงินที่เป็นธนบัตร 50 บาท เชื่อว่าการออมแบบนี้หลายคนอาจเคยได้ยินมาบ้างแล้วและบางคนอาจจะกำลังทำการออมเงินแบบนี้อยู่ การออมแบบนี้ถือว่าเป็นการออมยอดฮิตสำหรับหนุ่มๆ สาวๆ เลยทีเดียว หากถามว่าทำไมต้องเป็นธนบัตรแบบ 50 บาทเท่านั้นมันก็ไม่ได้เฉพาะเจาะจงว่าต้องเป็นธนบัตรใบนี้เสียทีเดียวแต่ที่ในบทความนี้เราเสนอให้เก็บธนบัตรแบบ 50 บาทนั้นเป็นเพราะการที่คุณจะได้ธนบัตรแบบนี้มาไม่ได้มีบ่อยและเป็นธนบัตรที่หลายๆ คนไม่อยากใช้ อยากเก็บไว้มากกว่า ดังนั้นหากเราลองเก็บเงินด้วยลักษณะนี้ก็จะช่วยทำให้คุณมีเงินออมได้มากมาย คุณลองคิดดูนะว่า ถ้าคุณเก็บธนบัตรใบละ 50 บาทได้ 100 ใบ คุณก็จะมีเงินเก็บแล้ว 5000 บาท ถ้าเก็บได้ 200 ใบ ก็จะมีเงินเก็บเป็น 10000 บาทเชียวนะ เห็นไหมค่ะว่า เพียงเท่านี้คุณก็สามารถมีเงินเก็บได้อย่างคนอื่นเขาได้เช่นเดียวกัน สำหรับการเก็บเงินแบบนี้บางคนอาจเลือกที่จะหยอดกระปุก บางคนอาจเลือกที่จะเก็บในกล่องเก็บเงินหรือชั้นเก็บเงิน บางคนอาจเลือกที่จะใส่ไว้ในกระเป๋าสตางค์หรือบางคนก็เก็บไว้ตามสถานที่ต่างๆ ที่ตัวเองจำได้ เป็นสถานที่ที่รู้คนเดียว เป็นต้น เมื่อคุณเก็บได้มากพอจำนวนหนึ่งคุณอาจจะนำเอาเงินที่ได้เหล่านี้ไปฝากธนาคารหรือนำไปต่อยอดเพื่อเป็นการสร้างรายได้เพิ่มเติมต่อไปได้ อันนี้แล้วแต่ความชอบส่วนบุคคลนะค่ะ


  • การทบทวนและการปรับเปลี่ยนแผนการเงิน

    หลังจากที่ในบทความก่อนหน้านี้เราได้พูดเกี่ยวกับการวางแผนการเงินมากมายหลายเรื่องเป็นที่เรียบร้อยแล้ว มาในบทความนี้เราจะขอกล่าวถึงเรื่องของ “การทบทวนและการปรับเปลี่ยนแผน” ที่ควรทำเป็นประจำและสม่ำเสมอ เมื่อคุณได้ลองทำตามแผนมาเป็นระยะเวลาหนึ่ง คุณควรทำการทบทวนแผนที่คุณวางไว้เป็นประจำ ดูว่าคุณยังคงอยู่ในแผนการนั้นๆ อยู่หรือไม่ แล้วในแต่ละเดือนเกิดเหตุการณ์อะไรบ้างที่ทำให้คุณต้องเสียเงินเพิ่มเพื่อจะได้นำมาใช้ใน
    การปรับปรุงหรือปรับเปลี่ยนแผนการให้เหมาะสมมากที่สุด การวางแผนการเงินที่ดีต้องมีการทบทวนเป็นประจำอาจทุก
    6 เดือน, ทุก 1 ปี, ทุก 2 ปี, ทุก 3 ปีก็ได้แล้วแต่ที่เราจะเห็นควรหรือตามความสะดวก หากผลออกมาคุณยังคงอยู่ในแผนการอยู่ตลอดเวลา ไม่มีพลาด นั่นหมายถึง คุณสามารถบริหารจัดการการเงินได้ดีมาก แต่หากผลออกมาไม่เป็นไปตามแผนแล้วละก็ คงต้องถึงเวลาแล้วที่คุณจะต้องทำการปรับหรือเปลี่ยนรูปแบบการวางแผนการเงินต่างๆ ที่เคยวางไว้
    ในบางจุด ลดตรงนู้น เพิ่มตรงนี้ดูบ้างเพื่อให้คุณยังคงสามารถควบคุมจัดการการเงินของคุณให้เป็นไปได้ตามปกติโดยไม่มีปัญหาใดๆ ระบบการเงินยังคงเป็นไปอย่างมีระบบและยังคงเป็นการงวางแผนที่ดีสำหรับอนาคต แต่สิ่งที่สำคัญหากคุณจะปรับหรือเปลี่ยนแปลงแผน คือ คุณต้องยังคงรักษาเป้าหมายของตนเองไว้ดังเดิมเสมอ อย่าเปลี่ยนแปลงอย่างเด็ดขาดเมื่อต้องเจอกับปัญหาหรืออุปสรรคใดๆ ต้องมั่นคงเข้าไว้ อย่าท้อถอย แล้วคุณจะสามารถเป็นอีกคนหนึ่งที่มีการวางแผนการเงินที่ดีและมีประสิทธิภาพมากคนหนึ่งได้เช่นกัน


  • ตรวจสอบสุขภาพทางการเงินด้วยตัวเองอย่างง่ายๆ

    เรื่องเงินๆทองๆถือว่าเป็นเรื่องใหญ่สำหรับทุกคน เพราะสิ่งสำคัญต่างๆในชีวิตส่วนใหญ่ก็ล้วนแล้วแต่ต้องใช้เงินในการบันดาลมาทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นที่อยู่อาศัย,อาหารที่รับประทานเพื่อดำรงชีวิต,เสื้อผ้า และค่ายา รวมถึงค่ารักษาพยาบาลในยามเจ็บป่วย ไม่รวมถึงการใช้เงินเพื่อซื้อหาความสุขให้กับตนเองและครอบครัว อย่างเช่น เดินทางท่องเที่ยว หรือ เงินที่ใช้สำหรับสร้างอนาคตทางการศึกษาให้กับลูกหลาน
    ดังนั้นจึงต้องทำความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องเงิน ทั้งการหาเงินและการใช้เงินเพื่อสร้างความสมดุลให้กับชีวิต เพราะการไม่มีเงิน นอกจากจะทำให้ชีวิตลำบากแล้ว ยังทำให้คุณเสียโอกาสดีๆหลายอย่างในชีวิตไป
    หลายคนเมื่อเริ่มต้นทำงาน ก็รู้สึกตื่นเต้นที่ได้เงินเดือน ยิ่งได้เงินเดือนสูงๆก็ยิ่งน่าจะมีความสุข แต่กลายเป็นว่า เงินที่ใช้ในแต่ละเดือนแทบไม่พอ ซึ่งนั่นก็เป็นเพราะรายจ่ายที่ไม่สมดุลกับรายได้จนกลายเป็นปัญหาทางการเงิน ดังนั้นจึงเป็นเรื่องสำคัญที่คุณจะต้องรู้สถานะทางการเงินของตัวเอง เพื่อให้สามารถวางแผนทางการเงินสำหรับเตรียมพร้อมที่จะสร้างความมั่นคงให้กับชีวิต และสร้างความมั่งคั่งและอิสรภาพทางการเงินให้ชีวิตสุขสบายมากยิ่งขึ้น
    วิธีการตรวจสอบสถานะทางการเงินที่ทำได้ง่ายและชัดเจนก็คือ ดูจากอัตราส่วนความอยู่รอด หรือ Survival Ratio ที่คำนวณจาก รายได้ทั้งหมด/รายจ่ายที่มีอยู่ทั้งหมด ซึ่งหากค่าที่ได้มากกว่า 1 แสดงว่า คุณสามารถอยู่รอดด้วยรายได้ที่มีอยู่ เช่น
    มีรายได้จากเงินเดือน 30,000 บาท และมีรายได้จากการปล่อยคอนโดให้เช่าอีก 5,000 บาท รวมมีรายรับทั้งหมด 35,000 บาท ในขณะที่ค่าใช้จ่ายรายเดือนของคุณทั้งหมดเบ็ดเสร็จแล้วรวม 25,000 บาท เมื่อคิดอัตราส่วนความอยู่รอดจะได้
    35,000/25,000 = 1.4
    แสดงว่าคุณสามารถอยู่รอดได้ด้วยรายได้จำนวนเท่านี้
    แต่ถ้าหาก Survival Ratio ต่ำกว่า 1 ก็แสดงว่าถึงเวลาแล้วที่คุณจะต้องปรับเปลี่ยนแผนการทางการเงินเสียใหม่ เพื่อให้ชีวิตอยู่รอดและสร้างความมั่งคั่งต่อไปในอนาคต


  • ปลดหนี้ ลดภาระ เพิ่มความมั่งคั่ง

    ไม่ว่าใครก็ไม่อยากมีหนี้ เพราะนอกจากจะเป็นความทุกข์ใจเมื่อถูกตามทวงหนี้แล้ว ยังเป็นสาเหตุที่ทำให้สร้างเนื้อสร้างตัวไม่ได้สักที เพราะหาเงินได้เท่าไหร่ก็ต้องใช้หนี้หมด ดังนั้น มาเริ่มต้นปลดหนี้ เพื่อสร้างความมั่งคั่งและชีวิตที่ดีขึ้นกันดีกว่า ด้วยขั้นตอนการปลดหนี้ให้เร็วที่สุดดังต่อไปนี้
    1. ทำบัญชีรายรับรายจ่าย และสำรวจหนี้สินที่มีอยู่ เพื่อให้รู้สถานะการเงินของตัวเองว่าต้องหาเงินเท่าไหร่ถึงจะพอกับค่าใช้จ่ายที่จำเป็นในแต่ละเดือน และหนี้ที่มีอยู่ส่งผลกระทบต่อค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือนมากแค่ไหน
    2. ปรับปรุงนิสัยการใช้เงินของตนเอง ลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นลงเพื่อลดนิสัยการใช้เงินเกินตัวจนทำให้ต้องสร้างหนี้เพื่อนำเงินมาใช้จ่าย
    3. ปิดยอดหนี้บัตรเครดิตที่มีดอกเบี้ยแพงก่อน จากนั้นก็ค่อยๆทยอยปลดหนี้ที่เหลือ โดยเลือกจ่ายหนี้ที่มียอดน้อยๆก่อน หนี้ที่ยังไม่ได้ปิดยอดควรชำระให้ตรงเวลาเพื่อป้องกันดอกเบี้ยงอก และยังเป็นการสร้างเครดิตให้กับตัวเองอีกด้วย พยายามจ่ายหนี้ที่มียอดขั้นต่ำให้เต็มจำนวน ที่เหลือให้จ่ายขั้นต่ำไปก่อน เมื่อปิดยอดหนี้ยอดหนึ่งไปแล้วก็จะมีเงินเหลือมากขึ้นเพื่อปลดหนี้ก้อนใหญ่ขึ้นในเดือนต่อๆไป
    4. ตัดใจขายของที่ไม่จำเป็นออกไปเพื่อหาเงินมาปิดยอดหนี้ เช่น เสื้อผ้า ,รองเท้า นอกจากนี้ก็ยังจะต้องหารายเพิ่ม เพื่อหาเงินมาจ่ายหนี้และใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน
    ในช่วงแรกที่เริ่มปลดหนี้อาจเป็นช่วงเวลาที่ค่อนข้างยากลำบาก แต่เมื่อภาระหนี้เริ่มลดลงก็จะทำให้คุณสบายมากขึ้น และเส้นทางการปลอดหนี้ก็จะอยู่อีกไม่ไกล


  • การวางแผนการเงินเพื่อการลงทุน

    เรื่องของ “การลงทุน” ก็เป็นอีกเรื่องที่คุณควรนึกถึงเพราะเรื่องนี้จะช่วยเป็นการต่อยอดเงินที่คุณมีให้เพิ่มพูนมากขึ้น แต่ก่อนที่คุณจะนำเงินไปลงทุนใดๆ คุณต้องคำนวณเงินให้ดีเสียก่อนว่าคุณได้มีการแบ่งเงินไว้สำหรับเป็นค่าใช้จ่ายส่วนตัว สำหรับเป็นเงินที่ไว้ใช้ในกรณีเกิดเหตุฉุกเฉินและเป็นเงินสำหรับการสร้างสิ่งที่จะเป็นหลักให้กับชีวิตที่เพียงพอแล้ว ถึงจะนำเงินส่วนที่เหลือมาใช้ในการลงทุนเพื่อเป็นการต่อยอดเงินต่อไป การลุงทุนนั้นมีหลายประเภท เช่น การซื้อหุ้น การซื้อตราสารหนี้ การเข้าร่วมกองทุนรวมต่างๆ การฝากเงินกับธนาคารเพื่อรับดอกเบี้ย การซื้อทองคำหรือแม้กระทั่งการซื้ออสังหาริมทรัพย์แล้วให้คนมาเช่าต่อเพื่อหารายได้เพิ่ม เป็นต้น สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นการลงทุนทั้งสิ้นแต่สิ่งหนึ่งที่คุณต้องคำนึงถึงให้มากๆ คือ ทุกการลงทุนย่อมมีความเสี่ยง คุณอาจมีโอกาสได้เงินเพิ่มขึ้นหรืออาจพลาดต้องสูญเสียเงินก็ได้ ดังนั้น ก่อนที่จะทำการลงทุนทุกครั้งควรศึกษารายละเอียดของการลงทุนต่างๆ ให้ดีก่อน พิจารณาว่าจังหวะนั้นการลงทุนใดที่มีสภาพคล่องมากกว่ารวมทั้งคอยติดตามข่าวสารของเศรษฐกิจโลกร่วมด้วยเพื่อช่วยในการตัดสินใจก่อนการลงทุน ยิ่งคุณศึกษาข้อมูลมากเท่าไร คุณก็จะยิ่งพลาดน้อยลงเท่านั้น ในโลกของการลงทุนมักมีผู้คนมากมาย ร้อยพ่อพันแม่
    คุณไม่ควรไว้วางใจใครง่ายๆ เพราะเรื่องเงินเป็นเรื่องที่ไม่เข้าใครออกใคร คุณจึงควรใส่ใจในทุกรายละเอียดด้วยตัวคุณเองให้ดีที่สุดและที่สำคัญในเรื่องของเอกสาร คุณก็ควรเป็นผู้ดูแลเองทุกขั้นตอน อย่าฝากหรือมอบหมายใครให้ทำแทนเด็ดขาด


  • การวางแผนการประกันชีวิต

    อีกสิ่งหนึ่งที่หลายๆ คนกำลังตัดสินใจว่าจะทำดีหรือไม่ คือ “การวางแผนการประกันชีวิต” แต่ก่อนที่คุณจะ
    ทำประกันนั้นคุณควรพิจารณาถึงภาระค่าใช้จ่ายและภาระเรื่องหนี้สินต่างๆ ของคุณเป็นอันดับแรกโดยคุณควรทบทวนก่อนว่าคุณมีความสามารถพอที่จะจ่ายเงินค่าประกันในแต่ละเดือนหรือไม่ เพราะหากคุณมีเงินไม่เพียงพอก็อาจทำให้ชีวิตของคุณยิ่งลำบากลงไปอีก แต่หากมีเงินพอที่จะทำก็สามารถทำได้หากคุณต้องการ ซึ่งในการทำประกันนั้นคุณต้องพิจารณาถึงความต้องการของคุณว่าอยากให้บริษัทประกันดูแลคุ้มครองอะไรคุณบ้าง ต้องการให้มีความครอบคลุมมากแค่ไหน เช่น ต้องการให้ดูแลเรื่องเงินออมเพื่อใช้ในยามเกษียณ, ต้องการดูแลสุขภาพของตนเองและคนในครอบครัว
    เป็นต้น และที่สำคัญควรดูเรื่องของสิทธิพิเศษและสวัสดิการต่างๆ ที่ทางบริษัทประกันจะเสนอให้ภายในประกันนั้นๆ เพราะในยุคปัจจุบันการแข่งขันของบริษัทประกันมีค่อนข้างมากและมีรูปแบบของประกันที่หลากหลายแถมยังมีข้อเสนอความคุ้มครองที่จะเป็นประโยชน์ต่อเรามากยิ่งขึ้นอีกด้วยแต่คุณต้องอย่าลืมว่าในข้อดีต่างๆ ที่บริษัทประกันเสนอมา
    ก็อาจมีข้อแม้บางอย่างที่เป็นหมายเหตุเล็กๆ ให้กับคุณ เช่น หากกรณีคุณเสียชีวิตภายในอายุ 40 ปีคุณจะได้รับเงินประกันทั้งหมดคืนและทางบริษัทจะจ่ายเงินเพิ่มให้อีก 100,000 บาท แต่ปรากฎว่ามีข้อแม้ว่าคุณต้องเสียชีวิตในกรณีที่ถูกฆาตกรรมเท่านั้นถึงจะได้เงินที่บริษัทจะจ่ายเพิ่มให้ เป็นต้น บริษัทประกันมักจะมีข้อแม้มากมายในเรื่องของความคุ้มครอง ดังนั้นก่อนที่คุณจะทำประกันควรอ่านรายละเอียดและศึกษาให้ดีเสียก่อนจะได้ไม่เกิดปัญหาในภายหลังกับทางบริษัทประกันและเพื่อเป็นการรักษาสิทธิประโยชน์ของตัวคุณเองในอนาคตต่อไป


  • ใครๆก็ลงทุนแบบ DCA

    เมื่อพูดถึงการลงทุนในหุ้น รูปแบบการลงทุนที่ได้รับการพูดถึงและมีความนิยมกันอย่างแพร่หลายมากที่สุดวิธีหนึ่งคือการลงทุนในหุ้นแบบ DCA ซึ่งหลายคนอาจสงสัยว่า DCA คืออะไร และมีข้อดีอย่างไร ทำไมใครๆก็ลงทุนในหุ้นแบบ DCA มาทำความรู้จักกับการลงทุนหุ้นในวิธีนี้ให้ดีขึ้นกันดีกว่า
    การลงทุนหุ้นแบบ DCA หรือ Dollar Cost Average เป็นการลงทุนแบบระยะยาวชนิดหนึ่งที่มีกาเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักความเสี่ยงในแต่ละเดือน โดยวิธีการก็คือ ลงทุนในหุ้นเป็นจำนวนเท่าๆกันทุกเดือนโดยไม่สนใจวาราคาหุ้นจะสูงขึ้นหรือลดลง ช่วงที่หุ้นราคาสูงก็อาจจะซื้อได้น้อย แต่ถ้าเป็นช่วงหุ้นราคาต่ำก็สามารถซื้อได้เยอะขึ้น ซึ่งสรุปง่ายๆก็คือการลงทุนหุ้นแบบ DCA คือการลงทุนซื้อหุ้นอย่างสม่ำเสมอทุกๆเดือนโดยไม่สนใจราคาของหน่วยลงทุน
    เทคนิคในการลงทุนหุ้นแบบ DCA ก็คือ ควรเลือกหุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานดี กิจการมีความแข็งแกร่ง และควรมีหุ้นในพอร์ตการลงทุนมากกว่า 1 ตัวและไม่ได้อยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรมเดียวกันเพื่อกระจายความเสี่ยงในการลงทุน เพราะหากวิเคราะห์หุ้นผิดพลาดไปตัวหนึ่ง หุ้นที่เหลืออยู่ในพอร์ตก็ยังช่วยพยุงสถานการณ์ได้
    ข้อดีของการลงทุนหุ้นแบบ DCA คือ เป็นการกระจายความเสี่ยงที่จะขาดทุน เพราะตลาดหุ้นมีความผันวนอยู่ตลอด การกระจายเงินซื้อเฉลี่ยกันไปในแต่ละเดือนจะขาดทุนน้อยกว่าการลงทุนซื้อหน่วยลงทุนทั้งหมดในครั้งเดียว นอกจากนี้ยังเป็นการฝึกวินัยในการลงทุน เพราะต้องมีการลงทุนอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ