• ออมเงินด้วยการเก็บเงินเหรียญ

    จากบทความที่แล้วที่เราได้เสนอไป มาในบทความนี้เราขอเสนอเทคนิคการออมเงินด้วยการเก็บเงินที่เป็นเหรียญแบบชนิดต่างๆ การออมแบบนี้เรียกว่าเป็นการออมแบบทุกบาททุกสตางค์เลยทีเดียว เงินที่เป็นเหรียญทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นเหรียญบาท เหรียญสองบาท เหรียญห้าบาท เหรียญสิบบาทหรือแม้กระทั่งเหรียญสตางค์ก็ไม่เว้น เราต้องยึดคติที่ว่า “มีสลึงพึงบรรจบให้ครบบาท” แล้วคุณจะพบว่าเศษเหรียญพวกนี้ก็ทำให้คุณมีเงินก้อนได้ คุณเชื่อหรือไม่ว่าเหรียญพวกนี้ เหรียญที่ใครหลายคนอาจไม่ใส่ใจ เหรียญที่ได้จากการใช้ในชีวิตประจำวัน อาทิเช่น เหรียญที่ได้จากการเป็นเงินทอน เหรียญที่เหลือจากการซื้อของใช้ประจำวัน ฯลฯ เงินที่เป็นเหรียญทั้งหมดที่คุณมีนี้ให้คุณนำเอาเงินเหล่านั้นหยอดเข้ากระปุกออมสินให้หมดเลยค่ะ ได้เหรียญมาเท่าไร่ให้ใส่ให้หมดและที่สำคัญเมื่อคุณหยอดเหรียญลงกระปุกออมสินไปแล้วห้ามแกะกระปุกเหรียญหรือนำเงินภายในกระปุกออกมาใช้เด็ดขาด พยายามทำให้เป็นประจำทุกวัน ทำให้ติดเป็นนิสัยให้ได้ พยายามหยอดกระปุกไปเรื่อยๆ จนกระทั่งวันหนึ่งเงินเต็มกระปุก คุณก็ค่อยลองแกะกระปุกออกมาแล้วนับเงินที่ได้จากกระปุกใบนั้นดูสิค่ะว่ามีเงินเท่าไรแล้วค่อยนำเงินที่ได้ไปฝากกับทางธนาคารหรือไปแลกออกมาเพื่อการเก็บในรูปแบบอื่นๆ ต่อไป ซึ่งในปัจจุบันมีหลายธนาคารที่รับแลกเหรียญและฝากเหรียญพวกนี้ สิ่งที่คุณจะได้จากการออมแบบนี้คือ คุณจะพบว่าเศษเหรียญที่คุณเก็บได้นั้นมากมายอย่างไม่น่าเชื่อแถมยังช่วยทำให้คุณเห็นคุณค่าของเงินอีกด้วย


  • ออมด้วยการเก็บเงินที่เป็นธนบัตร 50 บาท

    จากบทความที่แล้วที่ได้เสนอไปแล้ว มาในบทความนี้เราขอเสนอเกี่ยวกับ การออมเงินด้วยการเก็บเงินที่เป็นธนบัตร 50 บาท เชื่อว่าการออมแบบนี้หลายคนอาจเคยได้ยินมาบ้างแล้วและบางคนอาจจะกำลังทำการออมเงินแบบนี้อยู่ การออมแบบนี้ถือว่าเป็นการออมยอดฮิตสำหรับหนุ่มๆ สาวๆ เลยทีเดียว หากถามว่าทำไมต้องเป็นธนบัตรแบบ 50 บาทเท่านั้นมันก็ไม่ได้เฉพาะเจาะจงว่าต้องเป็นธนบัตรใบนี้เสียทีเดียวแต่ที่ในบทความนี้เราเสนอให้เก็บธนบัตรแบบ 50 บาทนั้นเป็นเพราะการที่คุณจะได้ธนบัตรแบบนี้มาไม่ได้มีบ่อยและเป็นธนบัตรที่หลายๆ คนไม่อยากใช้ อยากเก็บไว้มากกว่า ดังนั้นหากเราลองเก็บเงินด้วยลักษณะนี้ก็จะช่วยทำให้คุณมีเงินออมได้มากมาย คุณลองคิดดูนะว่า ถ้าคุณเก็บธนบัตรใบละ 50 บาทได้ 100 ใบ คุณก็จะมีเงินเก็บแล้ว 5000 บาท ถ้าเก็บได้ 200 ใบ ก็จะมีเงินเก็บเป็น 10000 บาทเชียวนะ เห็นไหมค่ะว่า เพียงเท่านี้คุณก็สามารถมีเงินเก็บได้อย่างคนอื่นเขาได้เช่นเดียวกัน สำหรับการเก็บเงินแบบนี้บางคนอาจเลือกที่จะหยอดกระปุก บางคนอาจเลือกที่จะเก็บในกล่องเก็บเงินหรือชั้นเก็บเงิน บางคนอาจเลือกที่จะใส่ไว้ในกระเป๋าสตางค์หรือบางคนก็เก็บไว้ตามสถานที่ต่างๆ ที่ตัวเองจำได้ เป็นสถานที่ที่รู้คนเดียว เป็นต้น เมื่อคุณเก็บได้มากพอจำนวนหนึ่งคุณอาจจะนำเอาเงินที่ได้เหล่านี้ไปฝากธนาคารหรือนำไปต่อยอดเพื่อเป็นการสร้างรายได้เพิ่มเติมต่อไปได้ อันนี้แล้วแต่ความชอบส่วนบุคคลนะค่ะ


  • การทบทวนและการปรับเปลี่ยนแผนการเงิน

    หลังจากที่ในบทความก่อนหน้านี้เราได้พูดเกี่ยวกับการวางแผนการเงินมากมายหลายเรื่องเป็นที่เรียบร้อยแล้ว มาในบทความนี้เราจะขอกล่าวถึงเรื่องของ “การทบทวนและการปรับเปลี่ยนแผน” ที่ควรทำเป็นประจำและสม่ำเสมอ เมื่อคุณได้ลองทำตามแผนมาเป็นระยะเวลาหนึ่ง คุณควรทำการทบทวนแผนที่คุณวางไว้เป็นประจำ ดูว่าคุณยังคงอยู่ในแผนการนั้นๆ อยู่หรือไม่ แล้วในแต่ละเดือนเกิดเหตุการณ์อะไรบ้างที่ทำให้คุณต้องเสียเงินเพิ่มเพื่อจะได้นำมาใช้ใน
    การปรับปรุงหรือปรับเปลี่ยนแผนการให้เหมาะสมมากที่สุด การวางแผนการเงินที่ดีต้องมีการทบทวนเป็นประจำอาจทุก
    6 เดือน, ทุก 1 ปี, ทุก 2 ปี, ทุก 3 ปีก็ได้แล้วแต่ที่เราจะเห็นควรหรือตามความสะดวก หากผลออกมาคุณยังคงอยู่ในแผนการอยู่ตลอดเวลา ไม่มีพลาด นั่นหมายถึง คุณสามารถบริหารจัดการการเงินได้ดีมาก แต่หากผลออกมาไม่เป็นไปตามแผนแล้วละก็ คงต้องถึงเวลาแล้วที่คุณจะต้องทำการปรับหรือเปลี่ยนรูปแบบการวางแผนการเงินต่างๆ ที่เคยวางไว้
    ในบางจุด ลดตรงนู้น เพิ่มตรงนี้ดูบ้างเพื่อให้คุณยังคงสามารถควบคุมจัดการการเงินของคุณให้เป็นไปได้ตามปกติโดยไม่มีปัญหาใดๆ ระบบการเงินยังคงเป็นไปอย่างมีระบบและยังคงเป็นการงวางแผนที่ดีสำหรับอนาคต แต่สิ่งที่สำคัญหากคุณจะปรับหรือเปลี่ยนแปลงแผน คือ คุณต้องยังคงรักษาเป้าหมายของตนเองไว้ดังเดิมเสมอ อย่าเปลี่ยนแปลงอย่างเด็ดขาดเมื่อต้องเจอกับปัญหาหรืออุปสรรคใดๆ ต้องมั่นคงเข้าไว้ อย่าท้อถอย แล้วคุณจะสามารถเป็นอีกคนหนึ่งที่มีการวางแผนการเงินที่ดีและมีประสิทธิภาพมากคนหนึ่งได้เช่นกัน


  • ตรวจสอบสุขภาพทางการเงินด้วยตัวเองอย่างง่ายๆ

    เรื่องเงินๆทองๆถือว่าเป็นเรื่องใหญ่สำหรับทุกคน เพราะสิ่งสำคัญต่างๆในชีวิตส่วนใหญ่ก็ล้วนแล้วแต่ต้องใช้เงินในการบันดาลมาทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นที่อยู่อาศัย,อาหารที่รับประทานเพื่อดำรงชีวิต,เสื้อผ้า และค่ายา รวมถึงค่ารักษาพยาบาลในยามเจ็บป่วย ไม่รวมถึงการใช้เงินเพื่อซื้อหาความสุขให้กับตนเองและครอบครัว อย่างเช่น เดินทางท่องเที่ยว หรือ เงินที่ใช้สำหรับสร้างอนาคตทางการศึกษาให้กับลูกหลาน
    ดังนั้นจึงต้องทำความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องเงิน ทั้งการหาเงินและการใช้เงินเพื่อสร้างความสมดุลให้กับชีวิต เพราะการไม่มีเงิน นอกจากจะทำให้ชีวิตลำบากแล้ว ยังทำให้คุณเสียโอกาสดีๆหลายอย่างในชีวิตไป
    หลายคนเมื่อเริ่มต้นทำงาน ก็รู้สึกตื่นเต้นที่ได้เงินเดือน ยิ่งได้เงินเดือนสูงๆก็ยิ่งน่าจะมีความสุข แต่กลายเป็นว่า เงินที่ใช้ในแต่ละเดือนแทบไม่พอ ซึ่งนั่นก็เป็นเพราะรายจ่ายที่ไม่สมดุลกับรายได้จนกลายเป็นปัญหาทางการเงิน ดังนั้นจึงเป็นเรื่องสำคัญที่คุณจะต้องรู้สถานะทางการเงินของตัวเอง เพื่อให้สามารถวางแผนทางการเงินสำหรับเตรียมพร้อมที่จะสร้างความมั่นคงให้กับชีวิต และสร้างความมั่งคั่งและอิสรภาพทางการเงินให้ชีวิตสุขสบายมากยิ่งขึ้น
    วิธีการตรวจสอบสถานะทางการเงินที่ทำได้ง่ายและชัดเจนก็คือ ดูจากอัตราส่วนความอยู่รอด หรือ Survival Ratio ที่คำนวณจาก รายได้ทั้งหมด/รายจ่ายที่มีอยู่ทั้งหมด ซึ่งหากค่าที่ได้มากกว่า 1 แสดงว่า คุณสามารถอยู่รอดด้วยรายได้ที่มีอยู่ เช่น
    มีรายได้จากเงินเดือน 30,000 บาท และมีรายได้จากการปล่อยคอนโดให้เช่าอีก 5,000 บาท รวมมีรายรับทั้งหมด 35,000 บาท ในขณะที่ค่าใช้จ่ายรายเดือนของคุณทั้งหมดเบ็ดเสร็จแล้วรวม 25,000 บาท เมื่อคิดอัตราส่วนความอยู่รอดจะได้
    35,000/25,000 = 1.4
    แสดงว่าคุณสามารถอยู่รอดได้ด้วยรายได้จำนวนเท่านี้
    แต่ถ้าหาก Survival Ratio ต่ำกว่า 1 ก็แสดงว่าถึงเวลาแล้วที่คุณจะต้องปรับเปลี่ยนแผนการทางการเงินเสียใหม่ เพื่อให้ชีวิตอยู่รอดและสร้างความมั่งคั่งต่อไปในอนาคต


  • ปลดหนี้ ลดภาระ เพิ่มความมั่งคั่ง

    ไม่ว่าใครก็ไม่อยากมีหนี้ เพราะนอกจากจะเป็นความทุกข์ใจเมื่อถูกตามทวงหนี้แล้ว ยังเป็นสาเหตุที่ทำให้สร้างเนื้อสร้างตัวไม่ได้สักที เพราะหาเงินได้เท่าไหร่ก็ต้องใช้หนี้หมด ดังนั้น มาเริ่มต้นปลดหนี้ เพื่อสร้างความมั่งคั่งและชีวิตที่ดีขึ้นกันดีกว่า ด้วยขั้นตอนการปลดหนี้ให้เร็วที่สุดดังต่อไปนี้
    1. ทำบัญชีรายรับรายจ่าย และสำรวจหนี้สินที่มีอยู่ เพื่อให้รู้สถานะการเงินของตัวเองว่าต้องหาเงินเท่าไหร่ถึงจะพอกับค่าใช้จ่ายที่จำเป็นในแต่ละเดือน และหนี้ที่มีอยู่ส่งผลกระทบต่อค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือนมากแค่ไหน
    2. ปรับปรุงนิสัยการใช้เงินของตนเอง ลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นลงเพื่อลดนิสัยการใช้เงินเกินตัวจนทำให้ต้องสร้างหนี้เพื่อนำเงินมาใช้จ่าย
    3. ปิดยอดหนี้บัตรเครดิตที่มีดอกเบี้ยแพงก่อน จากนั้นก็ค่อยๆทยอยปลดหนี้ที่เหลือ โดยเลือกจ่ายหนี้ที่มียอดน้อยๆก่อน หนี้ที่ยังไม่ได้ปิดยอดควรชำระให้ตรงเวลาเพื่อป้องกันดอกเบี้ยงอก และยังเป็นการสร้างเครดิตให้กับตัวเองอีกด้วย พยายามจ่ายหนี้ที่มียอดขั้นต่ำให้เต็มจำนวน ที่เหลือให้จ่ายขั้นต่ำไปก่อน เมื่อปิดยอดหนี้ยอดหนึ่งไปแล้วก็จะมีเงินเหลือมากขึ้นเพื่อปลดหนี้ก้อนใหญ่ขึ้นในเดือนต่อๆไป
    4. ตัดใจขายของที่ไม่จำเป็นออกไปเพื่อหาเงินมาปิดยอดหนี้ เช่น เสื้อผ้า ,รองเท้า นอกจากนี้ก็ยังจะต้องหารายเพิ่ม เพื่อหาเงินมาจ่ายหนี้และใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน
    ในช่วงแรกที่เริ่มปลดหนี้อาจเป็นช่วงเวลาที่ค่อนข้างยากลำบาก แต่เมื่อภาระหนี้เริ่มลดลงก็จะทำให้คุณสบายมากขึ้น และเส้นทางการปลอดหนี้ก็จะอยู่อีกไม่ไกล


  • การวางแผนการเงินเพื่อการลงทุน

    เรื่องของ “การลงทุน” ก็เป็นอีกเรื่องที่คุณควรนึกถึงเพราะเรื่องนี้จะช่วยเป็นการต่อยอดเงินที่คุณมีให้เพิ่มพูนมากขึ้น แต่ก่อนที่คุณจะนำเงินไปลงทุนใดๆ คุณต้องคำนวณเงินให้ดีเสียก่อนว่าคุณได้มีการแบ่งเงินไว้สำหรับเป็นค่าใช้จ่ายส่วนตัว สำหรับเป็นเงินที่ไว้ใช้ในกรณีเกิดเหตุฉุกเฉินและเป็นเงินสำหรับการสร้างสิ่งที่จะเป็นหลักให้กับชีวิตที่เพียงพอแล้ว ถึงจะนำเงินส่วนที่เหลือมาใช้ในการลงทุนเพื่อเป็นการต่อยอดเงินต่อไป การลุงทุนนั้นมีหลายประเภท เช่น การซื้อหุ้น การซื้อตราสารหนี้ การเข้าร่วมกองทุนรวมต่างๆ การฝากเงินกับธนาคารเพื่อรับดอกเบี้ย การซื้อทองคำหรือแม้กระทั่งการซื้ออสังหาริมทรัพย์แล้วให้คนมาเช่าต่อเพื่อหารายได้เพิ่ม เป็นต้น สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นการลงทุนทั้งสิ้นแต่สิ่งหนึ่งที่คุณต้องคำนึงถึงให้มากๆ คือ ทุกการลงทุนย่อมมีความเสี่ยง คุณอาจมีโอกาสได้เงินเพิ่มขึ้นหรืออาจพลาดต้องสูญเสียเงินก็ได้ ดังนั้น ก่อนที่จะทำการลงทุนทุกครั้งควรศึกษารายละเอียดของการลงทุนต่างๆ ให้ดีก่อน พิจารณาว่าจังหวะนั้นการลงทุนใดที่มีสภาพคล่องมากกว่ารวมทั้งคอยติดตามข่าวสารของเศรษฐกิจโลกร่วมด้วยเพื่อช่วยในการตัดสินใจก่อนการลงทุน ยิ่งคุณศึกษาข้อมูลมากเท่าไร คุณก็จะยิ่งพลาดน้อยลงเท่านั้น ในโลกของการลงทุนมักมีผู้คนมากมาย ร้อยพ่อพันแม่
    คุณไม่ควรไว้วางใจใครง่ายๆ เพราะเรื่องเงินเป็นเรื่องที่ไม่เข้าใครออกใคร คุณจึงควรใส่ใจในทุกรายละเอียดด้วยตัวคุณเองให้ดีที่สุดและที่สำคัญในเรื่องของเอกสาร คุณก็ควรเป็นผู้ดูแลเองทุกขั้นตอน อย่าฝากหรือมอบหมายใครให้ทำแทนเด็ดขาด


  • การวางแผนการประกันชีวิต

    อีกสิ่งหนึ่งที่หลายๆ คนกำลังตัดสินใจว่าจะทำดีหรือไม่ คือ “การวางแผนการประกันชีวิต” แต่ก่อนที่คุณจะ
    ทำประกันนั้นคุณควรพิจารณาถึงภาระค่าใช้จ่ายและภาระเรื่องหนี้สินต่างๆ ของคุณเป็นอันดับแรกโดยคุณควรทบทวนก่อนว่าคุณมีความสามารถพอที่จะจ่ายเงินค่าประกันในแต่ละเดือนหรือไม่ เพราะหากคุณมีเงินไม่เพียงพอก็อาจทำให้ชีวิตของคุณยิ่งลำบากลงไปอีก แต่หากมีเงินพอที่จะทำก็สามารถทำได้หากคุณต้องการ ซึ่งในการทำประกันนั้นคุณต้องพิจารณาถึงความต้องการของคุณว่าอยากให้บริษัทประกันดูแลคุ้มครองอะไรคุณบ้าง ต้องการให้มีความครอบคลุมมากแค่ไหน เช่น ต้องการให้ดูแลเรื่องเงินออมเพื่อใช้ในยามเกษียณ, ต้องการดูแลสุขภาพของตนเองและคนในครอบครัว
    เป็นต้น และที่สำคัญควรดูเรื่องของสิทธิพิเศษและสวัสดิการต่างๆ ที่ทางบริษัทประกันจะเสนอให้ภายในประกันนั้นๆ เพราะในยุคปัจจุบันการแข่งขันของบริษัทประกันมีค่อนข้างมากและมีรูปแบบของประกันที่หลากหลายแถมยังมีข้อเสนอความคุ้มครองที่จะเป็นประโยชน์ต่อเรามากยิ่งขึ้นอีกด้วยแต่คุณต้องอย่าลืมว่าในข้อดีต่างๆ ที่บริษัทประกันเสนอมา
    ก็อาจมีข้อแม้บางอย่างที่เป็นหมายเหตุเล็กๆ ให้กับคุณ เช่น หากกรณีคุณเสียชีวิตภายในอายุ 40 ปีคุณจะได้รับเงินประกันทั้งหมดคืนและทางบริษัทจะจ่ายเงินเพิ่มให้อีก 100,000 บาท แต่ปรากฎว่ามีข้อแม้ว่าคุณต้องเสียชีวิตในกรณีที่ถูกฆาตกรรมเท่านั้นถึงจะได้เงินที่บริษัทจะจ่ายเพิ่มให้ เป็นต้น บริษัทประกันมักจะมีข้อแม้มากมายในเรื่องของความคุ้มครอง ดังนั้นก่อนที่คุณจะทำประกันควรอ่านรายละเอียดและศึกษาให้ดีเสียก่อนจะได้ไม่เกิดปัญหาในภายหลังกับทางบริษัทประกันและเพื่อเป็นการรักษาสิทธิประโยชน์ของตัวคุณเองในอนาคตต่อไป


  • ใครๆก็ลงทุนแบบ DCA

    เมื่อพูดถึงการลงทุนในหุ้น รูปแบบการลงทุนที่ได้รับการพูดถึงและมีความนิยมกันอย่างแพร่หลายมากที่สุดวิธีหนึ่งคือการลงทุนในหุ้นแบบ DCA ซึ่งหลายคนอาจสงสัยว่า DCA คืออะไร และมีข้อดีอย่างไร ทำไมใครๆก็ลงทุนในหุ้นแบบ DCA มาทำความรู้จักกับการลงทุนหุ้นในวิธีนี้ให้ดีขึ้นกันดีกว่า
    การลงทุนหุ้นแบบ DCA หรือ Dollar Cost Average เป็นการลงทุนแบบระยะยาวชนิดหนึ่งที่มีกาเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักความเสี่ยงในแต่ละเดือน โดยวิธีการก็คือ ลงทุนในหุ้นเป็นจำนวนเท่าๆกันทุกเดือนโดยไม่สนใจวาราคาหุ้นจะสูงขึ้นหรือลดลง ช่วงที่หุ้นราคาสูงก็อาจจะซื้อได้น้อย แต่ถ้าเป็นช่วงหุ้นราคาต่ำก็สามารถซื้อได้เยอะขึ้น ซึ่งสรุปง่ายๆก็คือการลงทุนหุ้นแบบ DCA คือการลงทุนซื้อหุ้นอย่างสม่ำเสมอทุกๆเดือนโดยไม่สนใจราคาของหน่วยลงทุน
    เทคนิคในการลงทุนหุ้นแบบ DCA ก็คือ ควรเลือกหุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานดี กิจการมีความแข็งแกร่ง และควรมีหุ้นในพอร์ตการลงทุนมากกว่า 1 ตัวและไม่ได้อยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรมเดียวกันเพื่อกระจายความเสี่ยงในการลงทุน เพราะหากวิเคราะห์หุ้นผิดพลาดไปตัวหนึ่ง หุ้นที่เหลืออยู่ในพอร์ตก็ยังช่วยพยุงสถานการณ์ได้
    ข้อดีของการลงทุนหุ้นแบบ DCA คือ เป็นการกระจายความเสี่ยงที่จะขาดทุน เพราะตลาดหุ้นมีความผันวนอยู่ตลอด การกระจายเงินซื้อเฉลี่ยกันไปในแต่ละเดือนจะขาดทุนน้อยกว่าการลงทุนซื้อหน่วยลงทุนทั้งหมดในครั้งเดียว นอกจากนี้ยังเป็นการฝึกวินัยในการลงทุน เพราะต้องมีการลงทุนอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ


  • การออมเงินด้วยการเก็บก่อนใช้ 20 % ของรายได้ของแต่ละเดือน

    จากบทความที่แล้วที่ได้เสนอไป มาในบทความนี้เราขอเสนอเกี่ยวกับ การออมเงินด้วยการเก็บก่อนใช้ 20 % ของรายได้ของแต่ละเดือน วิธีการนี้จะเป็นวิธีการออมเงินแบบเก็บเงินไว้ก่อนทันที เก็บก่อนจะนำไปใช้หรือจัดสรรค่าอื่นๆ โดยในแต่ละเดือนเมื่อคุณมีเงินหรือมีรายได้ใดๆ เข้ามาในแต่ละเดือนแล้ว ให้คุณทำการหักเงินที่ได้ออกมาเป็นจำนวน 20% ของรายได้ทั้งหมด (เน้นย้ำว่าต้องเป็นรายได้ทั้งหมด) การเก็บเงินแบบนี้จะช่วยทำให้คุณมีเงินเก็บที่แน่นอนมากขึ้นและคุณยังสามารถคำนวณยอดเงินเก็บรวมแบบคร่าวๆ เพื่อการบริหารจัดการเงินออมให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุดได้นั่นเอง เช่น หากคุณมีเงินเดือน 20,000 บาท ให้คุณทำการหักเงินเป็นจำนวน 20 % จะมีเงินเก็บอยู่ที่ 4,000 บาท แล้วนำเงินส่วนนี้เก็บใส่กระปุกหรือนำไปฝากธนาคารต่อไป การออมเงินในลักษณะนี้ถือได้ว่าเป็นอีกหนึ่งวิธียอดฮิตของคนในยุคปัจจุบันแต่หากผู้ใดที่มีรายได้มากกว่านี้หรือมีความสามารถที่จะเก็บเงินได้มากกว่านี้ก็ยิ่งเป็นการดี เช่น อาจเพิ่มเป็น 30%, 40% หรือแม้กระทั่ง 50% ยิ่งหากคุณเป็นคนหนึ่งที่สามารถทำการเก็บเงินแบบนี้ได้เป็นประจำก็จะเป็นการช่วยทำให้คุณมีวินัยในเรื่องของการใช้เงินมากขึ้นและยังช่วยให้คุณมีเงินออมเป็นกอบเป็นกำได้อีกด้วย ดังนั้นหากใครที่ยังไม่ได้ลองออมเงินอยู่ละก็ ลองออมเงินด้วยวิธีนี้ดูสิค่ะอาจเป็นผลดีต่อตัวคุณเองในอนาคตก็ได้นะค่ะ


  • ออมเงินให้มากขึ้นทำได้อย่างไร

    คุณเคยรู้สึกไหมว่าบางครั้งก็อยากมีเงินเก็บเยอะๆ แต่พอเงินเดือนออกมาแล้วก็มีเรื่องต้องใช้จ่ายเต็มไปหมดจนเงินแทบไม่เหลือ หรือต่อให้มีเงินเดือนเยอะมากก็จริง แต่เงินก็ไม่เหลือเก็บมากพออยู่ดีเพราะพอเงินเดือนออกก็ช็อปปิ้งแหลก กินร้านอาหารแพงๆ เที่ยวที่หรูๆ ซึ่งถ้าเป็นอย่างนี้ก็ไม่ต้องรอให้ถึงปลายเดือนเพราะแค่กลางเดือนก็เริ่มจนกรอบแล้ว ต้องประหยัดสุดฤทธิ์กว่าเงินเดือนจะออก ซึ่งพอเงินออกก็ใช้หมดไม่มีเหลือเหมือนเดิม
    ดังนั้นหากไม่อยากเจอเหตุการณ์แบบนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ต้องเปลี่ยนนิสัยการใช้เงินเสียใหม่ ในแต่ละเดือนต้องเริ่มเก็บออมให้มากขึ้น ซึ่งเคล็ดลับการออมเงินให้ได้เยอะๆสามารถทำได้ดังต่อไปนี้
    1. หักเงินเข้าบัญชีออมอัตโนมัติ เป็นวิธีที่ง่ายที่สุดที่จะเก็บเงิน เลือกฝากเขาบัญชีเงินเก็บโดยเฉพาะแล้วห้ามถอนออกมาใช้เด็ดขาด อาจเริ่มจากจำวนน้อยๆก่อนเช่น เศษของเงินเดือน อย่างเงินเดือน 16,840 บาทก็หักเข้าบัญชีเงินเก็บเอาไว้ 840 บาท เมื่อเริ่มเคยชินกับการออมแล้ว ก็ค่อยฝากเงินในจำนวนที่เพิ่มขึ้น
    2. ตั้งกลุ่มออมเงิน เพื่อให้มีแรงจูงใจในการออมเงินมากขึ้น โดยในแต่ละเดือนก็มีการอัพเดทจำนวนเงินฝาก และแชร์วิธีเด็ดๆในการออมเงิน ทำให้การออมเงินเป็นเรื่องที่สนุกมากขึ้น
    3. หยอดเงินตามจำนวนที่ซื้อกาแฟในแต่ละวัน เช่น วันนี้ซื้อกาแฟ 1 แก้ว ราคา 50 บาท ก็หยอดเงินเข้ากระปุกเป็นเงิน 50 บาท ต่อไปก็เพิ่มขึ้นตามจำนวนที่กินข้าวกลางวันนอกบ้าน วิธีนี้นอกจากจะออมเงินให้ได้มากขึ้นแล้ว ยังช่วยให้คุณลดค่าใช้จ่ายในส่วนที่ไม่จำเป็นลงได้อีกด้วย เช่น เคยกินข้าวร้านอาหารแพงๆก็อาจจะลดลงมากินร้านอาหารธรรมดา เพราะรู้แล้วว่าเปลืองเงินมากแค่ไหน เป็นต้น
    เคล็ดลับออมเงินง่ายๆแบบนี้ จะทำให้คุณมีเงินเก็บมากอย่างไม่น่าเชื่อในเวลาเพียงไม่นานเลย


  • การออมเงินเพื่อตัวคุณเอง

    จากบทความทั้งหมดที่ได้กล่าวมาถึงตอนนี้คุณน่าจะมองเห็นถึงแนวทางการออมเงินที่เหมาะสมสำหรับตัวคุณเองได้ไม่มากก็น้อยแล้วใช่ไหมละค่ะ บอกเลยว่าสำหรับการออมเงินนั้นอาจเป็นสิ่งที่ทำได้ยากในช่วงแรก ยากตอนจุดเริ่มต้น อาจมีปัญหาอุปสรรคมากมายเข้ามาขัดขวางการออมเงินของคุณให้ไม่เป็นไปตามที่ตั้งใจไว้แต่คุณต้องอดทนและต้องรู้จักที่จะบริหารจัดการการเงินของคุณให้สามารถผ่านเหตุการณ์เหล่านั้นไปได้ หากวันนี้คุณยังไม่คิดที่จะเริ่มออมเงินแล้วละก็ อนาคตของคุณก็อาจจะกลายเป็นคนชราที่ไร้ซึ่งเงินมาเยียวยาชีวิต มัวแต่รอให้ผู้อื่นมาเลี้ยงดูเราอย่างเดียว รอมือผู้อื่นมาพยุงตัวเองทั้งที่จริงๆ ตัวเองยังคงช่วยเหลือตัวเองได้มันก็ไร้ประโยชน์ เพราะหากอนาคตที่คุณคาดหวังไม่เป็นไปดังที่หวัง เกิดคนที่คุณคิดว่าเขาจะช่วยเหลือคุณยามแก่เฒ่า เขากลับไม่ช่วย ไม่สนใจ ไม่แม้กระทั่งเหลียวมอง คุณก็จะต้องกลายเป็นคนที่ต้องมาลำบากตอนแก่แทนที่จะได้สบายในวัยเกษียณ แทนที่จะได้ใช้ชีวิตแบบมีความสุขกลับต้องมานั่งทุกข์จนถึงวินาทีสุดท้ายของชีวิตหรืออาจต้องไปอยู่ตามบ้านพักคนชราแทน ดังนั้นหากคุณอยากที่จะมีบั้นปลายชีวิตที่สบาย มีความสุขในการดำเนินชีวิตคุณควรเริ่มเก็บเงิน ออมเงินตั้งแต่วันนี้ได้แล้วเพราะเราไม่มีทางรู้ได้เลยว่าอนาคตของเรานั้นจะเป็นอย่างไรต่อไป แต่เราควรเลือกที่จะทำวันนี้ให้ดีที่สุด เลือกที่จะมีเงินเก็บไว้กับตัวในยามแก่เฒ่าจะดีกว่าไหม…คุณคิดอย่างนั้นไหมค่ะ